สวัสดีครับ..ผม สุวิทย์ คงเพ็ง
ตอนเด็กๆ ผมเคยฟังนิทานเืรื่อง “กระต่ายกับเต่า” สนุกมาก (ในความคิดที่เป็นเด็ก)
ผมจะมาเปรียบเทียบกับเครือข่ายให้ฟัง..
เวอร์ชั่นเก่า..กระต่ายจะแพ้เต่าใช่มั๊ยครับ..อ่ะ คราวนี้มาดูเวอร์ชั่นใหม่กัน..
..เจ้ากระต่ายสันหลังยาวโมโหมากที่มันแพ้เต่า..มันจึงค้นหาจุดอ่อนของมัน ก็พบว่าความมั่นใจในตัวเองมีมากเกินไป บวกกับความขี้เกียจของมันนั่นแหละ ที่ทำให้แพ้ ถ้ามันไม่เผลอหลับซะอย่าง เต่าหน้าไหนจะเอาชนะมันได้ มันจึงขอแก้ตัวใหม่อีกครั้ง และเต่าก็ยินยอม แน่นอนว่าครั้งนี้ เจ้าเต่าโดนทิ้งไม่เห็นฝุ่น กระต่ายชนะขาดลอย..
..ได้ข้อคิดอะไรครับ..ต่อให้ช้าแต่ชัวร์ ยังไงก็แพ้เร็วและสม่ำเสมอ ถ้าเราเปรียบเทียบคนทั้งสองคนในองค์กรของเรา คนหนึ่งช้าจริง ทำอะไรมีระบบระเบียบแบบแผน แต่ทำอะไร ไม่เคยพลาด
..เทียบกับอีกคนหนึ่งที่เร็วและสม่ำเสมอ มักจะประสบความสำเร็จมีความเจริญก้าวหน้าในองค์กรนั้น ๆ มากกว่า
..เรื่องยังไม่จบแค่นี้..
..คราวนี้ถึงตาเจ้าเต่ามาหาจุดบกพร่องของตัวเองบ้าง และมันก็พบว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะชนะเจ้ากระต่ายในเส้นทางการวิ่งแบบนี้ มันก็คิดอยู่ซักครู่หนึ่งก็ไปท้ากระต่ายแข่งใหม่ แต่ขอเปลี่ยนเส้นทางวิ่งซะหน่อย เจ้ากระต่ายก็ยอม
..พอการเริ่มแข่งเริ่มปุ๊บ เจ้ากระต่ายก็ใส่เกียร์ห้าออกไปเต็มสปีดเลย จนกระทั่งไปถึงระหว่างทาง? เฮ้ย!!!.. เวรกรรม ต้องข้ามแม่น้ำ ทำไงล่ะคราวนี้? เส้นชัยอยู่ไม่ห่างจากฝั่งตรงข้ามเท่าไหร่เลย เจ้ากระต่ายมัวแต่งงว่าจะทำไงดี จนเจ้าเต่าคลานมาทันแล้วก็ลงน้ำว่ายข้ามฝั่งไปเข้าเส้นชัย
..ได้ข้อคิดอะไรครับ..ให้เราพิจารณาจุดแข็งของตัวเองให้ดี แล้วพยายามเปลี่ยนสนามการแข่งขัน ให้ตนเองได้เปรียบมากที่สุด
..ยังมีต่อครับ…
..ด้วยน้ำใจนักกีฬา คราวนี้เจ้าเต่ากับกระต่ายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แล้วต่างคนต่างมาระดมสมองคิดด้วยกัน หากทั้งสองร่วมมือกันการแข่ง จะช่วยให้ทำเวลาได้ดีขึ้น
..ดังนั้นพวกมันจึงคิดจะแข่งอีกครั้ง แต่แข่งคราวนี้เป็นแบบ “ทีมเวิร์ค” เริ่มต้นด้วยเจ้ากระต่ายก็แบกเต่าวิ่งไปด้วยความเร็วสูง จนถึงริมแม่น้ำ เจ้าเต่าก็ให้กระต่ายขี่หลังว่ายข้ามไป พอข้ามฝั่งเจ้ากระต่ายก็แบกเต่าวิ่งต่อ จนเข้าเส้นชัยด้วยกัน ผลการแข่งขันครั้งนี้สร้างความพึงพอใจให้กับทั้งสองฝ่าย
สรุปก็คือ..
..การมีจุดแข็งและความสามารถโดดเด่นเฉพาะตัวเป็นสิ่งที่ดี แต่หากไม่รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น ยังไงก็ไปไม่รอด เพราะมันจะมีบางสถานการณ์ที่เรา “เจ๋ง” คนอื่น “เจ๊ง” ในขณะที่บางสถานการณ์เรา “เจ๊ง” แต่คนอื่น”เจ๋ง”
..ความรวดเร็วเสมอต้นเสมอปลายจะชนะความอืดอาด การดึงศักยภาพในตัวของเราออกมา และทำงานร่วมกันเป็นทีมย่อมดีกว่าการทำงานคนเดียว อย่ายอมแพ้เมื่อพบกับความล้มเหลว และสุดท้ายคือ “จงแข่งกับสถานการณ์ ไม่ใช่กับตัวบุคคล”
ตอนเด็กๆ ผมเคยฟังนิทานเืรื่อง “กระต่ายกับเต่า” สนุกมาก (ในความคิดที่เป็นเด็ก)
ผมจะมาเปรียบเทียบกับเครือข่ายให้ฟัง..
เวอร์ชั่นเก่า..กระต่ายจะแพ้เต่าใช่มั๊ยครับ..อ่ะ คราวนี้มาดูเวอร์ชั่นใหม่กัน..
..เจ้ากระต่ายสันหลังยาวโมโหมากที่มันแพ้เต่า..มันจึงค้นหาจุดอ่อนของมัน ก็พบว่าความมั่นใจในตัวเองมีมากเกินไป บวกกับความขี้เกียจของมันนั่นแหละ ที่ทำให้แพ้ ถ้ามันไม่เผลอหลับซะอย่าง เต่าหน้าไหนจะเอาชนะมันได้ มันจึงขอแก้ตัวใหม่อีกครั้ง และเต่าก็ยินยอม แน่นอนว่าครั้งนี้ เจ้าเต่าโดนทิ้งไม่เห็นฝุ่น กระต่ายชนะขาดลอย..
..ได้ข้อคิดอะไรครับ..ต่อให้ช้าแต่ชัวร์ ยังไงก็แพ้เร็วและสม่ำเสมอ ถ้าเราเปรียบเทียบคนทั้งสองคนในองค์กรของเรา คนหนึ่งช้าจริง ทำอะไรมีระบบระเบียบแบบแผน แต่ทำอะไร ไม่เคยพลาด
..เทียบกับอีกคนหนึ่งที่เร็วและสม่ำเสมอ มักจะประสบความสำเร็จมีความเจริญก้าวหน้าในองค์กรนั้น ๆ มากกว่า
..เรื่องยังไม่จบแค่นี้..
..คราวนี้ถึงตาเจ้าเต่ามาหาจุดบกพร่องของตัวเองบ้าง และมันก็พบว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะชนะเจ้ากระต่ายในเส้นทางการวิ่งแบบนี้ มันก็คิดอยู่ซักครู่หนึ่งก็ไปท้ากระต่ายแข่งใหม่ แต่ขอเปลี่ยนเส้นทางวิ่งซะหน่อย เจ้ากระต่ายก็ยอม
..พอการเริ่มแข่งเริ่มปุ๊บ เจ้ากระต่ายก็ใส่เกียร์ห้าออกไปเต็มสปีดเลย จนกระทั่งไปถึงระหว่างทาง? เฮ้ย!!!.. เวรกรรม ต้องข้ามแม่น้ำ ทำไงล่ะคราวนี้? เส้นชัยอยู่ไม่ห่างจากฝั่งตรงข้ามเท่าไหร่เลย เจ้ากระต่ายมัวแต่งงว่าจะทำไงดี จนเจ้าเต่าคลานมาทันแล้วก็ลงน้ำว่ายข้ามฝั่งไปเข้าเส้นชัย
..ได้ข้อคิดอะไรครับ..ให้เราพิจารณาจุดแข็งของตัวเองให้ดี แล้วพยายามเปลี่ยนสนามการแข่งขัน ให้ตนเองได้เปรียบมากที่สุด
..ยังมีต่อครับ…
..ด้วยน้ำใจนักกีฬา คราวนี้เจ้าเต่ากับกระต่ายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แล้วต่างคนต่างมาระดมสมองคิดด้วยกัน หากทั้งสองร่วมมือกันการแข่ง จะช่วยให้ทำเวลาได้ดีขึ้น
..ดังนั้นพวกมันจึงคิดจะแข่งอีกครั้ง แต่แข่งคราวนี้เป็นแบบ “ทีมเวิร์ค” เริ่มต้นด้วยเจ้ากระต่ายก็แบกเต่าวิ่งไปด้วยความเร็วสูง จนถึงริมแม่น้ำ เจ้าเต่าก็ให้กระต่ายขี่หลังว่ายข้ามไป พอข้ามฝั่งเจ้ากระต่ายก็แบกเต่าวิ่งต่อ จนเข้าเส้นชัยด้วยกัน ผลการแข่งขันครั้งนี้สร้างความพึงพอใจให้กับทั้งสองฝ่าย
สรุปก็คือ..
..การมีจุดแข็งและความสามารถโดดเด่นเฉพาะตัวเป็นสิ่งที่ดี แต่หากไม่รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น ยังไงก็ไปไม่รอด เพราะมันจะมีบางสถานการณ์ที่เรา “เจ๋ง” คนอื่น “เจ๊ง” ในขณะที่บางสถานการณ์เรา “เจ๊ง” แต่คนอื่น”เจ๋ง”
..ความรวดเร็วเสมอต้นเสมอปลายจะชนะความอืดอาด การดึงศักยภาพในตัวของเราออกมา และทำงานร่วมกันเป็นทีมย่อมดีกว่าการทำงานคนเดียว อย่ายอมแพ้เมื่อพบกับความล้มเหลว และสุดท้ายคือ “จงแข่งกับสถานการณ์ ไม่ใช่กับตัวบุคคล”
